LEAF AUTOGAS : SYNERGY-OBD












Untitled Document Untitled Document


      มีอุปกรณ์ที่ดีและได้มาตรฐานตามที่กฏหมายกำหนด
      มีวิธีการติดตั้งที่ดี
      มีวิธีการปรับจูนที่ดี
      มีการทดสอบที่ดี
 


การเลือกอุปกรณ์ชุดติดตั้งแก๊สรถยนต์ จะต้องมีเครื่องหมายมาตรฐานตรงตามประกาศของกรมการขนส่งทางบกที่ออกมาในรูปแบบกฎกระทรวง เช่น ถังแก๊ส ต้องได้ตามมาตรฐาน มอก.370/2525 และกฏหมาย ECER 67 ซึ่งเป็นมาตรฐานยุโรป และเป็นมาตรฐานที่ไทยให้การยอมรับ ส่วนอุปกรณ์อื่นนั้นก็ให้สังเกตจากเครื่องหมายมาตรฐานต่างๆ อาทิเช่น E13, E8 ที่ได้ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานของ ECE R67 (LPG) หรือ ECER 110 (NGV)


ECE ย่อมาจาก Economic Commission for Europe ( ชื่อเต็ม UN ECE United Nation Economic Commission for Europe )
R67 ว่าด้วยเรื่อง Motor Vehicle Using LPG
เป็นมาตรฐานยานพาหนะของยุโรป R คือ Regulation No. ( ซึ่งจะมี no. เป็นจำนวนมาก และแต่ละ no. จะแสดงถีงมาตรฐานของอุปกรณ์รถยนต์ต่างๆ เช่น กระจก ไฟหน้า ไฟท้าย เข็มขัดนิรภัย


ส่วนECE R67 จะกล่าวถึง
    1. มาตรฐานอุปกรณ์ส่วนควบของรถยนต์
    2. มาตรฐานการติดตั้ง
    3. มาตรฐานการทดสอบ


วิธีการอ่านเครื่องหมายตามมาตรฐาน

“ E ” หมายถึงอุปกรณ์และส่วนควบนั้นๆ ได้ผ่านมาตรฐานการทดสอบตามมาตรฐานของ UNECE
“ 1 “ หมายถึงลำดับของประเทศที่อุปกรณ์และส่วนควบนั่นๆ ได้ทำการขอขึ้นทะเบียน

 

การเลือกอุปกรณ์แก๊สรถยนต์ ที่ดีต้องมีคุณสมบัติดังนี้
กล่อง ECU
กล่อง ECU (Electronic Control Unit) ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุดของระบบแก๊ส และถ้าเปรียบกับร่างกายมนุษย์ ก็เปรียบได้กับสมอง ซึ่งเป็นศูนย์กลาง ควบคุมและสั่งการของร่างกาย โดยกล่อง ECU แก๊สจะเชื่อมต่อสัญญาณจากกล่อง ECU หลักของรถยนต์ มาปรับค่าให้เหมาะสมแล้วสั่งการไปที่หัวฉีดแก๊ส เพื่อ จ่ายแก๊สเข้าระบบเครื่องยนต์ โดยกล่อง ECU ซึ่งถ้าอ้างอิงตามข้อบังคับของกฎหมาย หากไม่มีการหมุนของเครื่องยนต์ระบบจะตัดการจ่ายเชื้อเพลิงทุกชนิดทันที โดยการเลือกกล่อง

 

ECU ที่ดีต้องพิจารณาองค์ประกอบเหล่านี้
    1. ต้องผ่านและรับรองมาตรฐาน ECE R67
    2. ชื่อเสียงและคุณภาพของอุปกรณ์ยี่ห้อนั้นๆ
    3. การรับประกันหลังการขาย


หม้อต้ม
      การเลือกหม้อต้มที่ดี ประการแรกต้องดูที่กำลังแรงม้าของเครื่องยนต์ว่า กี่ CC กี่แรงม้า แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมาคำนวณว่าควรใช้หม้อต้มแบบไหน
      ตรวจสอบหม้อต้มว่าได้มาตรฐาน โดยปกติหม้อต้มที่ผลิตได้มาตรฐาน ECE R67 จะมี Series number กำกับและควรตรวจสอบข้อมูลของหม้อต้มดังต่อไปนี้
      บริษัทผู้ผลิต ใช้มาตรฐานอะไรในการผลิต
      ผลิตจากประเทศอะไร
      บริษัทผู้นำเข้า หรือ ผู้จัดจำหน่าย
      สอบถามผู้ขายเกี่ยวกับอายุการใช้งาน และการสึกหรอ
      การรับประกัน


ท่อนำก๊าซแรงดันสูง (High Pressure Tubes)
ท่อแก๊สต้องเป็นท่อทองแดง ไม่มีตะเข็บ มีความหนา และขนาดเส้นศูนย์กลางภายในอยู่ที่ขนาด 6 และ 8 mm ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับแต่จะบังคับที่ มาตรฐานของท่อมากกว่า โดยปกติท่อแก๊สจากหัวรับเติมแก๊ส จนถึงถังแก๊สต้องมีขนาด 8 mm และท่อแก๊สจากถังแก๊สไปหม้อต้ม จะมีขนาด 6 mm ( ซึ่งเป็นท่อแก๊สสำหรับ LPG โดยเฉพาะ และจะต้องระบุขนาดของท่อและมาตรฐานรองรับ ถ้ามาจากยุโรปจะใช้มาตรฐาน ECE R67 )


ชุดรางหัวฉีด
หัวฉีดแก๊สที่ใช้ติดตั้งในรถยนต์ มีความสำคัญเทียบเท่ากับหัวฉีดน้ำมัน เพราะจะทำหน้าที่จ่ายเชื้อเพลิงแก๊สให้กับเครื่องยนต์ แทนหัวฉีดน้ำมัน ในขณะที่เราใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิงอยู่ ซึ่งสามารถแบ่งหัวฉีดแก๊สในปัจจุบันได้เป็น 2 แบบด้วยกันคือ


1. หัวฉีดแบบราง คือในชุดรางจะนำเอาหัวฉีดแก๊สมาติดตั้งไว้ให้อยู่ในรางเดียวกันเช่น ราง 3 หัวฉีด ก็จะมีหัวฉีดอยู่ 3 หัวต่อราง, ราง 4 หัวฉีด ก็จะมีหัวฉีดอยู่ 4 หัวต่อราง
2. หัวฉีดแบบอิสระ หัวฉีดแก๊สนี้จะไม่นำเอาหัวฉีดแก๊สมาอยู่รวมกันเป็นรางเหมือนกับแบบแรก แต่จะปล่อยเป็นอิสระต่อกัน เพื่อที่จะทำให้การติดตั้งหัวฉีดอยู่ใกล้กับเครื่องยนต์มากที่สุด และท่อนำแก๊สเข้าเครื่องยนต์ยาวเท่ากันทุกสูบ การจ่ายแก๊สสม่ำเสมอ แม่นยำ แต่ยังไม่เป็นที่นิยมกันเท่าไหร่นัก เพราะต้นทุนมันแพงกว่ากัน สำหรับในเรื่องการติดตั้งอาจจะยุ่งยาก

 

 


      การติดตั้งที่ดีต้องมีการคลุมผ้า เพื่อป้องกันการเกิดรอยขณะติดตั้งแก๊สให้เรียบร้อย

      การติดตั้งต้องได้ตามที่กฏหมายกำหนด เช่น ระยะห่างของถังแก๊ส ต้องได้ตามมารตรฐานที่กฏหมายกำหนดไว้
      ช่างที่ติดตั้งต้องทำงานเรียบร้อย ละเอียดรอบคอบ ไม่มีเศษผง ละออง หรืออาจจะมีน้อยที่สุดลงไปในระบบเครื่องยนต์

 


มาตรฐานการปรับจูนแบบ OEM
      ไม่ใช้การปรับจูนแบบอัตโนมัติ เพราะจะไม่มีความแม่นยำ ทั้งนี้การปรับจูนแบบ OEM นั้นจะมีการออกแบบสามารถใช้งานเครื่องยนต์ในสถานะแก๊สให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อการขับขี่ และจะมีการปรับจูนค่าต่างๆไม่ว่าจะเป็นค่าแรงม้า ,แรงบิด, ค่าส่วนผสมของการจ่ายเชื้อเพลิง
      การปรับจูนแบบ OEM นั้นจะไม่นำรถที่ติดตั้ง ไปทำการปรับจูนโดยการขับขี่บนท้องถนน โดยจะมีการนำเทคโนโลยีและเครื่องมือที่เหมาะสำหรับการปรับจูนมาใช้ในการพัฒนา เช่น เครื่อง Dyno test ที่มีราคาสูงถึง 2,000,000 บาท ซึ่งเครื่องดังกล่าวจะสามารถจำลองสถานะหมุนของล้อรถและส่งผลให้สามารถปรับจูนรถได้อย่างละเอียด, Scan tools. , Oscilloscope สำหรับงาน auto motive


การปรับจูนแบบ After Market
      ปัจจุบัน ได้มีการปรับจูนแบบใช้ OBDII เพื่อช่วยเสริมให้ระบบสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และส่งผลให้ปล่อยไอเสียต่ำลง ทั้งนี้การควบคุมด้วยสัญญาณ Short trim และ Long trim ทำให้มีการจ่ายเชื้อเพลิงที่ค่อนข้างฉับไว และตรงกับความต้องการของเครื่องยนต์มากที่สุด และส่งผลให้เครื่องยนต์จะสึกหรอ ช้ากว่าถ้าเทียบกับการปรับจูนแบบ After market

 


เมื่อเราได้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐานและการติดตั้งที่มีคุณภาพ พร้อมการปรับจูนอย่างมืออาชีพแล้ว ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการทดสอบ ซึ่งการทดสอบจะแบ่งได้หลักๆ ดังนี้

      Drivability              การตอบสนองของเครื่องยนต์ ไม่กระตุก
      Performance         ทดสอบบนเครื่อง Dyno Test เพื่อดูค่าสมรรถนะของรถ
      Fuel consumption  ทดสอบอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน
      Durability               วิ่งทดสอบการใช้งานจริง 100,000 km.

 

       การทดสอบถ้าข้อใดข้อหนึ่งมีปัญหา จะต้องมีการทำการทดสอบใหม่ตั้งแต่ต้น